8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี” หน้าใส-ต้านมะเร็ง

ช่วงนี้หากเดินตามตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต หลายคนอาจจะเห็นผลไม้หน้าตาน่าทานอยู่ชนิดหนึ่ง หลายคนน่าจะรู้จักกันดีว่ามันคือ “กีวี” ที่มีเปลือกบางๆ สีน้ำตาล และเนื้อข้างในเป็นสีเขียว หรือสีเหลือง (แล้วแต่พันธุ์) เจ้ากีวีที่ดูเหมือนเป็นผลไม้เมืองนอกอาจไม่ค่อยได้รับความนิยมนักหากเป็นเมื่อก่อน เพราะราคาค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้ราคาเอื้อมถึงกันได้ง่ายๆ แล้ว ทำให้คนไทยได้ลองลิ้มชิมรสเจ้ากีวีแสนอร่อยนี้กันได้มากขึ้น Sanook! Health อยากเชียร์ให้ทานกันเยอะๆ ค่ะ เพราะประโยชน์มีมากจนน่าตกใจเลยล่ะ

8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี”

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรค และแบคทีเรียต่างๆ ได้ดีขึ้น

2. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวหนังเต่งตึง เปล่งปลั่ง

3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสแล้ว ยังต้านมะเร็งได้อีกด้วย

4. ผิวดีขึ้นแบบ X3 เมื่อกีวีเต็มไปด้วยมิตามินอี ที่ช่วยบำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน

5. ป้องกันไขมันอุดตันเส้นเลือด

6. มีใยอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย

7. ชะลอวัย และป้องกันโรคสมองเสื่อม

8. ช่วยให้อาการหอบหืดดีขึ้น

ดน้ำหนักได้ ถ้ารู้จัก 5 ฮอร์โมนในร่างกาย

เมื่อพูดถึงคำว่าฮอร์โมน หลายๆ คนมักจะนึกไปถึง ฮอร์โมนในช่วงที่มีประจำเดือน ฮอร์โมนวัยรุ่น หรือแม้กระทั่งวัยทอง แต่จริง ๆ แล้ว ฮอร์โมน มีความหมายมากกว่านั้น เราอาจจะเรียกได้ว่า มันเป็นการส่งสัญญาณทางเคมี หรือ Chemical Messenger ที่บอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับร่างกายของเรา ที่สำคัญ ฮอร์โมน มีบทบาทสำคัญต่อ ภาวะการเจริญพันธุ์ ระบบการเผาผลาญอาหาร การลดน้ำหนัก อารมณ์ ระบบภูมิคุ้มกัน ความเครียด และอื่นๆ อีกมากมาย

Irene Ross ผู้ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ และความสมดุลย์ของฮอร์โมน ของ Mindbodygreen บอกว่า เมื่อฮอร์โมนไม่ปกติ เราจะมีความรู้สึกว่าตัวเองอ้วน แก่ เหนื่อย บางทีก็อารมณ์เสีย เครียด ทำงานไม่ได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ เราต้องหมั่นดูแลฮอร์โมน 5 ชนิด ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบการเผาผลาญอาหาร น้ำหนัก และอารมณ์ของเรา ฮอร์โมนทั้ง 5 ชนิด ได้แก่

ฮอร์โมนอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน มีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ฮอร์โมนตัวนี้ มีความเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ความไม่สมดุลของอินซูลินมีผลต่อการมีน้ำหนักตัว ความง่วง การนอนไม่หลับ ความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ ความวิงเวียนศีรษะ และ ความไม่แจ่มใสของสมอง หรือที่เรียกว่า Brain Fog
ฮอร์โมนคอร์ติซอล

อาจจะเรียกว่าเป็นฮอร์โมนความเครียดก็ได้ เพราะร่างกายจะหลังออกมาเมื่อเกิดความเครียด หากร่างกายหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ออกมามากก็จะส่งผลต่อการนอน ความวิตกกังวล ความหิว ความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และการมีน้ำหนักตัวเพิ่ม
ฮอร์โมนเกรลิน

เรียกอีกอย่างว่า ฮอร์โมนความหิว ซึ่งมันจะหลั่งออกมาเมื่อเราอดหลับอดนอน และเป็นเหตุให้ร่างกายของเราเก็บสะสมไขมัน เกิดความหิวกระหาย ทั้งๆ ที่เราก็รับประทานอาหารอิ่มแล้ว
ฮอร์โมนเลปติน

บางคนก็เรียกว่า เป็นฮอร์โมนความอิ่ม พิชิตความอ้วน ฮอร์โมนตัวนี้จะควบคุมความอิ่ม และระดับพลังงานของร่างกาย หากเราอดหลับอดนอนจะทำฮอร์โมนเลปตินนี้ไม่สมดุล ร่างกายก็จะควบคุมความอิ่มไม่ได้ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มสักที
ฮอร์โมนอดิโพรเนคติน

เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อการเผาผลาญไขใน ยิ่งเรามีมากเท่าไหร่ ร่างกายของเราก็จะยิ่งเผาผลาญไขมันได้ดี และที่สำคัญ อาหารที่มีธาตุแม็กนีเซียมเช่นผักใบเขียว อโวคาโด และปลา สามารถเพิ่มระดับฮอร์โมนอดิโพรเนคตินให้เราได้
ฮอร์โมนทั้ง 5 ชนิดนี้ เราต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เรื่อย ๆ เพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล แนะนำว่า การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารคลีน การควบคุมความเครียด รวมทั้งการออกกำลังกาย อย่างเช่นโยคะ การหายใจลึกๆ การได้หายใจในสภาพอากาศที่มีออกซิเจนสูง จะช่วยควบคุมฮอร์โมนเหล่านี้ให้อยู่ระดับที่สมดุลได้

สหรัฐแนะ เด็กอายุก่อน 1 ขวบ เริ่มทาน “ถั่วลิสง”

ถั่วลิสงเป็นอาหารว่่างยอดนิยมอย่างหนึ่ง ในสหรัฐอเมริกา เเซนวิชเนยถั่งลิสงกับแยมเจลลี่หรือที่เรียกว่า peanut butter and jelly sandwich เป็นอาหารกลางวันที่ขายในโรงอาหารของโรงเรียน

บรรดากุมารเเพทย์ในสหรัฐฯ เเนะนำไม่ให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ รับประทานอาหารที่มีถั่วลิสงผสม แต่การศึกษาที่จัดทำเมื่อปี ค.ศ. 2015 ในอังกฤษพบว่า การรอนานเกินไปน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เด็กแพ้ถั่วลิสง

ด็อกเตอร์แอนโธนี่ เฟาชี่ แห่งสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Institute of Allergies and Infectious Diseases) กล่าวว่าการศึกษาของทีมวิจัยอังกฤษ เปรียบเทียบอัตราการเกิดอาการแพ้ถั่วลิสงในเด็กในประเทศอิสราเอล กับเด็กชาวยิวในประเทศอังกฤษ เเล้วพบว่าเด็กในอิสราเอลเริ่มรับประทานอาหารที่มีถั่งลิสงผสมตั้งเเต่อายุเพียงไม่กี่เดือน

และเมื่อเทียบกันเเล้ว พบว่าอาการแพ้ถั่วลิสงในเด็กชาวอิสราเอลในประเทศอิสราเอลน้อยลงมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเด็กชาวอิสราเอลที่อาศัยในประเทศอังกฤษ

ผลการวิจัยที่น่าสนใจนี้ชี้ว่า เด็กทารกมีระบบหรือกระบวนการในร่างกายที่สามารถฝึกไม่ให้ตอบสนองทางลบต่อถั่วลิสงได้ ระบบนี้อาจจะหมดไปเมื่อเด็กอายุครบ 1 ปี

เขากล่าวว่าผลการศึกษานี้ทำให้คณะกรรมการซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ เห็นด้วยกับการออกข้อเสนอเเนะใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เเก่กุมารแพทย์ในสหรัฐฯ ที่เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ในเด็ก

ด็อกเตอร์แอนโธนี่ เฟาชี่ ผู้อำนวยการแห่งสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวว่าหากเด็กมีประวัติของภูมิแพ้ที่ผิวหนัง หรือเเพ้ไข่อย่างรุนแรง ในช่วงอายุ 4 – 6 เดือน ผู้ปกครองควรพาบุตรไปพบเเพทย์เพื่อตรวจผิวหนังหรือเลือด เพื่อระบุให้ได้ว่าเด็กแพ้ถั่วลิสงร่วมด้วยหรือไม่

หากเเพ้ถั่วลิสงด้วย เด็กคนดังกล่าวไม่ควรทดลองกินอาหารที่มีถั่วลิสงเป็นอันขาด เเต่หากพบว่าไม่เเพ้ถั่วลิสง ก็ถือว่าปลอดภัยที่จะทดลองให้เด็กรับประทานอาหารที่มีถั่วลิสงผสมในช่วงอายุ 4 – 6 เดือน

หากทารกมีอาการภูมิเเพ้ที่ผิวหนัง และเเพ้ไข่ในระดับปานกลางถึงอ่อนๆ เป็นไปได้ว่ากุมารเเพทย์อาจจะเเนะนำให้เด็กลองรับประทานอาหารที่มีถั่งลิสงผสมได้เมื่ออายุครบ 6 เดือน เเละเด็กคนดังกล่าวอาจจะไม่จะเป็นต้องเข้ารับการตรวจหาอาการภูมิเเพ้ก็ได้

ส่วนเด็กคนที่ไม่มีอาการภูมิแพ้ใดๆ หรือไม่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว สามารถทดลองรับประทานอาหารที่มีถั่วลิสงเป็นส่วนประกอบได้โดยไม่กำหนดระดับอายุ

ท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง เสี่ยงแพ้กลูเตนในขนมเบเกอรี่

เตือนท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง อย่านิ่งนอนใจอาจเป็นโรคเซลิแอคได้ เหตุจากแพ้โปรตีนกลูเตนที่มีอยู่ในเบเกอรี่และอาหารจำพวกแป้งบางชนิด ปล่อยไว้มีผลทำให้ลำไส้เล็กถูกทำลายได้

พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารประเภท เบเกอรี่ อาทิ เค้ก พาย ขนมปัง ข้าวโอ๊ต ซีเรียล ซึ่งในอาหารจำพวกแป้งเหล่านี้จะมีโปรตีนที่เรียกว่า กลูเตน (Gluten) ที่ช่วยทำให้อาหารเหนียว นุ่ม และยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติ และอาหารเจ แต่สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

การแพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดโรค ที่เรียกว่า โรคเซลิแอค (Celiac Disease) โดยกลูเตนจะทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบ จากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง (Autoimmune Disease) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบุเซลล์ที่ลำไส้เล็ก (microvilli) ส่งผลให้เกิดการอักเสบและฝ่อในที่สุด ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การดูดซึมอาหาร เกลือแร่ วิตามิน ได้ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ผู้ป่วยจะมีอาการ ท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องที่เกิดจากก๊าซในกระเพาะอาหาร โลหิตจาง (Anemia) เนื่องจากดูดกลืนโฟลิค และวิตามิน B12 ได้ไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง กระดูกพรุน ระบบประสาททำงานผิดปกติ ผิวหนังเป็นผื่นบริเวณข้อศอกและเข่า ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ โกธรง่าย ซึมง่าย ในกรณีที่เกิดในเด็กจะทำให้เด็กโตช้า ตัวเล็กกว่าเด็กปกติทั่วไป ในผู้ป่วยโรคเซลิแอค บางรายจะไม่มีอาการเลยก็ได้แต่โรคดังกล่าวยังคงมีการทำลายลำไส้เล็กอย่างต่อเนื่อง

พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเซลิแอคประมาณ 1-2% ประชากรไทยพบโรคนี้ได้ 0.3% พบได้มากในคนผิวขาว เป็นได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากสุดในกลุ่มช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยหากมีพ่อ แม่ พี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสที่คนอื่นๆในครอบครัวจะเป็นโรคนี้ด้วยถึง 10%

การวินิจฉัยโรคเซลิแอคนั้นทำได้โดยตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อในลำไส้เล็กเพื่อตรวจยืนยัน เนื่องจากโรคเซลิแอค จะมีอาการใกล้เคียงกับโรคอื่นๆของระบบลำไส้ ซึ่งแพทย์จะรักษาตามอาการ จึงมีคนไข้ที่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลิแอค หากไม่ได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้นก่อน โดยสามารถตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากตรวจดูอาการของตนเองแล้วพบว่า มีอาการเข้าข่ายแพ้กลูเตน ควรปรึกษาแพทย์พร้อมประวัติการรักษาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ทั้งนี้หากตรวจแล้วพบว่าแพ้กลูเตน ก็จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งอาจจะต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคนมด้วย เพราะผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค จำนวนมากมีอาการแพ้นม เนื่องจากไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ นอกจากนี้ควรได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์โดยตรงในการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคโรคเซลิแอค และควรอ่านฉลากอย่างระมัดระวังก่อนที่จะบริโภคอาหารทุกชนิด

7 ขั้นตอน การขึ้นเครื่องบินครั้งแรกต้องทําอย่างไร

การเดินทางด้วยเครื่องบินสำหรับผู้ไม่เคยขึ้นเครื่องนั้น สามารถสร้างความประหม่างกๆเงิ่นๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ สาเหตุหลักๆ นั้นก็คงเป็นเพราะว่าเราเกินความตื่นเต้น ไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร หรือทำตามขั้นตอนแบบไหน เพราะการขึ้นเครื่องนั้นดูเหมือนจะยุ่งยากกว่าการเดินทางแบบอื่น ดังนั้นวันนี้เรารวบรวมเอาขั้นตอนง่ายๆ มาแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นครั้งแรกค่ะ

1. ในกรณีที่เป็นการเดินทางไปต่างประเทศ ให้จัดเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นเช่น พาสปอร์ต ใส่กระเป๋าให้พร้อมรวมไปถึงการเช็คขนาดกระเป๋าตามที่สายการบินกำหนดว่าไม่ควรเกินเท่านั้นเท่านี้ รวมถึงศึกษาข้อห้ามในการนำของบางอย่างขึ้นเครื่องไปด้วย

2. ควรเดินทางมาที่สนามบินก่อนเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นให้ไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบินของเราค่ะ ซึ่งสามารถดูได้จากป้ายต่างๆ ที่ติดไว้ ตั้งแต่ A-Z แต่ต้องดูดีๆ นะคะเพราะบางครั้งที่เราไปถึงเคาน์เตอร์ยังไม่เปิดทำการก็มี

3. เมื่อเช็คอินเสร็จจะนั่งพักรอเพื่อน (ในกรณีที่ไปกันหลายคน) หรือจะเข้าไปที่ด่านตรวจพาสปอร์ตเลยก็ได้ ซึ่งแนะนำว่าให้เข้าไปข้างในเลยจะดีกว่า เพราะเราจะได้มีเวลาเดินดูข้างในด้วยว่าเป็นแบบไหนอะไรยังไง รวมถึงต้องเช็ค Gate และเวลาขึ้นเครื่องให้ดีด้วยนะคะ ก็ดูจากในตั๋วนั่นแหละค่ะ ที่แนะนำให้เช็คดูก็เพราะเราจะได้กำหนดจุดได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องฉุกละหุกวิ่งหาเมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ ค่ะ

4. เมื่อขึ้นเครื่องแล้วให้เช็คดูที่นั่งของเราแล้วกรุณานั่งตามหมายเลข ส่วนกระเป๋าให้สอดขึ้นไว้บนช่องเหนือหัวเรา แต่ถ้าเป็นพวกกระเป๋าเอกสารให้ถือติดตัวไว้ค่ะ มันจะมีช่องสำหรับใส่กระเป๋าพวกนี้อยู่บริเวณใต้ที่นั่งของเรานั่นเอง

5. เมื่อถึงที่หมาย หากเป็นต่างประเทศ แอร์โฮสเตสจะมาแจกใบ Landing Card ซึ่งเป็นเอกสารสำหรับคนที่ไปยังประเทศนั้นๆเป็นครั้งแรกจำเป็นต้องกรอกค่ะ เอกสารนี้ต้องเก็บไว้พร้อมกับพาสปอร์ตสำหรับให้ ด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศนั้นตรวจ จากนั้นให้เราเช็คดูของ ดูเอกสารต่างๆ เพื่อเตรียมตัวเข้าด่านตรวจนั่นเองค่ะ

6. จากนั้นเมื่อลงเครื่องให้เราเดินตามคนอื่นๆ ไปเลยค่ะ เพราะที่หมายนั้นคือที่ด่านตรวจที่เดียวกัน หรือ Immigration แต่ถ้าหากจำหน้าคนที่มาจากเครื่องไม่ได้แนะนำให้เดินเข้าไปยังช่องสำหรับคนต่างชาติได้เลยค่ะ

7. เมื่อตรวจผ่านแล้ว ให้ไปรอเอากระเป๋าสัมภาระของเราที่สายพาน ซึ่งจะมีป้ายบอกว่าให้เราไปรับได้ที่สายพานไหน เมื่อได้รับของก็เสร็จสิ้นกระบวนการการเดินทางด้วยเครื่องบินแล้วค่ะ

จะเห็นได้ว่า หลักๆนั้นความยุ่งยากจะไปอยู่ที่การตรวจเอกสารมากกว่า แต่การโดยสารนั้นก็เหมือนกับการเดินทางแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์ หรือรถไฟ ซึ่งถ้าหากเราสงสัยหรือติดขัดตรงไหนก็สามารถสอบถามได้ที่เจ้าหน้าที่ หรือโอเปอเรเตอร์ได้ตลอดเวลาค่ะ ขอให้มีความสุขกับการเดินทางนะคะ

รักงานที่ทำ…แล้วชีวิตจะมีความสุข

เบื่องาน เบื่อวันจันทร์ หมดไฟในการทำงาน … นี่คืออาการของ คนวัยทำงาน หลายคนกำลังเผชิญ แต่ทว่าชีวิตในการ ทำงาน ก็ตรงดำเนินต่อไปอยู่ดี วันนี้เรามาให้กำลังใจเพื่อนๆ ด้วยการเพิ่มความสุขในการทำงาน ” รักงานที่ทำ…แล้วชีวิตจะมีความสุข ” แล้วเพื่อนๆจะพบว่า ความรัก คือ พลัง ที่จะทำให้ตัวเรามุ่งมั่น ขยัน ทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

– ทำไมเราจึงต้อง “รัก” งานที่ทำ

คัมภีร์ไบเบิล กล่าวเอาไว้ว่า “ระหว่างความศรัทธา ความหวัง และ ความรัก ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด”
ในชีวิตการทำงานก็เช่นเดียวกัน ลอง “รัก” งานที่เราทำดู เพราะถ้าเรารักงานนั้นแล้ว ต่อให้ยากหรือ ลำบากเพียงใด เราก็จะรู้สึกสนุก และ อยากทำมันอยู๋ดี

คุณชิงซุงฮุน ผู้เขียนหนังสือชื่อ “วิธีเอาตัวรอดจากที่ทำงาน ที่สุดแสนจะน่าเบื่อหน่าย” กล่าวว่า เขาเคยเฝ้ามองคนที่กำลังไปทำงาน เพียงแค่ดูลักษณะท่าทางในการเดิน ก็รู้ได้ทันทีว่า คนคนนี้รักงานที่ทำอยู่หรือไม่ คนที่ไม่รักงานที่ทำ มักจะเดินลากเท้า ตาเหม่อลอย ก้มมองไปที่พื้น สอดมือไว้ในกางเกง และดูไร้ชีวิตชีวา
แต่ถ้าเป็นคนที่รักงานที่ทำอยู่ จะเดินอย่างกระฉับกระเฉง ยิ่งในวันจันทร์ จะยิ่งดูหน้าตาสดใสมาก เพราะไม่ได้เจอเพื่อนร่วมงานถึงสองวันเต็ม จึงรู้สึกมีความสุขที่จะได้ไปทำงาน

-ทำอย่างไร เราจึงจะรักงานที่ทำ

ลองนึกถึงสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดี มีความสุข หรือรู้สึกยินดีที่สุดจากการทำงานดูสิ หากคำตอบคือ “เงิน” ก็ลองนึกเพิ่มเติมอีกว่า ถ้าเรารักงานที่ทำทำ จะช่วยให้เราได้รับเงินมากขึ้นหรือไม่ ถ้าตั้งใจจะรัก ก็ยิ่งต้องหาเงิน ถ้าตั้งใจจะซื้อของชิ้นใหญ่ ราคาสูง เป็นของขวัญให้กับคนที่เรารัก หรือตั้งใจจะดูแลครอบครัวให้อยู่ดี มีความสุข และสุขสบาย เราก็จำเป้นต้องใช้เงิน ซึ่งสิ่งที่จะมอบเงินให้กับเราได้นั้น ก็คือ การทำงาน ดังนั้น เราจึงควรรักงานของเราให้มากๆ เพราะเรารู้เป้าหมายในการทำงานของเราอย่างชัดเจนแล้ว จึงไม่มีงานไหนที่เราทำไม่ได้ เพื่อเป้าหมาย และเพื่อคนที่เรารัก ถ้าเรามัวแต่นั่งง่วงเหงาหาวนอน คิดเรื่องไร้สาระในที่ทำงาน แทนที่เราจะทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราก็จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของเราได้เสียทีเพียงเพราะเรารู้สึกไม่ชอบงานที่ทำนั่นเอง

วิธีการที่จะทำให้เรารักงานที่อยู่ให้มากขึ้น นั่นคือ การติดภาพสิ่งที่เรารักเอาไว้บนโต๊ะทำงาน
เช่น ภาพคนรักของเรา ภาพพ่อแม่ของเรา ที่เราอยากตั้งใจทำงานหาเงิน เพื่อให้ท่านได้อยู่อย่างสุขสบาย ภาพสิ่งของที่เราอยากได้ ภาพสถานที่ที่เราอยากไปเที่ยว เป็นต้น

มังสวิรัติดีอย่างไร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผมมีเรื่องน่ารู้มาฝากเพื่อนๆกันครับ เรื่อง มังสวิรัติดีอย่างไร มาให้เพื่อนอ่านกันครับคนทั่วไปมักเข้าใจว่า ถ้าไม่กินเนื้อสัตว์จะไม่แข็งแรง และเป็นโรคขาดอาหาร แต่ความเป็นจริงปรากฏว่า คนที่กินอาหารมังสวิรัติ มีสุขภาพสมบูรณ์กว่า และไม่เป็นโรคขาดอาหาร กลับจะเป็นโรคน้อยกว่าด้วย เช่น โรคหัวใจวาย โรคมะเร็ง โรคพยาธิ และติดเชื้อจากสัตว์

อาหารมังสวิรัติไม่แตกต่างจากอาหารที่คนเรากินทั่วๆไปมากนัก เพียงแต่นักมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ เขากินถั่วต่างๆ แทน เช่น ถั่วลิสง และ ถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เต้าหู้ และนมถั่วเหลือง เป็นต้นอาหารมังสวิรัติไม่ใช่มีไว้เฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่ถือศีล หรือเคร่งครัดในเรื่องศาสนาเท่านั้น แต่ปัจจุบันคนทั่วโลกหลายล้านคนหันมากินอาหารมังสวิรัติ เพื่อสุขภาพเป็นหลักใหญ่นักมังสวิรัติ จำแนกได้ 4 ประเภท

กินธัญพืช ( ข้าวหรือข้าวกล้อง) ถั่ว พืชผักและผลไม้ ( Vegan) กินเหมือนข้อ 1 แต่ดื่มนมด้วย ( Lacto-vegetarian)
กินเหมือนข้อ 1 แต่ดื่มนมและกินไข่ด้วย ( Lacto-ovo-vegetarian) กินเจ กินเหมือนข้อ 1 แต่ งด กุยช่าย ต้นหอม และกระเทียม (Chinese vegetarian)

ประมาณ 500 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์และประชาชนส่วนมาก คิดว่าโลกแบน มีเพียงคนกลุ่มน้อยที่เชื่อว่าโลกกลม เช่น โคลัมบัส ซึ่งย่อมเสี่ยงชีวิต เพื่อพิสูจน์ให้ชาวโลกได้รู้ว่าที่แท้โลกเรากลม โดยแล่นเรือค้นพบอเมริกาแต่กระนั้นต้องอาศัยเวลานานกว่าคนทั่วไปจะยอมรับในความจริงข้อนี้ ก็เช่นเดียวกันกับสมัยนี้ ที่คนส่วนใหญ่ยังคิดว่า การกินอาหารมังสวิรัติ จะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงเท่ากับคนที่กินเนื้อสัตว์ ทั้งๆที่ในต่างประเทศ หรือแม้แต่ในเมืองไทยเอง ก็มีแพทย์ และนักโภชนาการหลายท่านยืนยันว่า คนกินอาหารมังสวิรัติไม่มีปัญหาด้านการเจริญเติบโต หรือด้านสุขภาพเลย เพราะมีหลักฐานชัดเจนอยู่ใน 2 ข้อ ต่อไปนี้ คือ

หลักฐานทางโภชนาการ หรือทางวิทยาศาสตร์ หลักฐานจากชีวิตจริงของนักมังสวิรัติ ตอนนี้ เรามาพูดกันถึงหัวข้อที่ 1 มีหลักฐานพิสูจน์ แล้วว่า อาหารมังสวิรัติมีคุณค่าทางธาตุอาหารครบทุกหมู่ โปรตีนในถั่วเหลืองและถั่วต่างๆ ตลอดจนธัญพืช มีคุณภาพเท่าเทียมกับเนื้อสัตว์ จึงไม่ต้องห่วงว่า คนกินอาหารมังสวิรัติ จะได้โปรตีนไม่เพียงพอ โปรตีนบางชนิดที่ถั่วมีน้อยนั้น เราจะเสริมได้ง่ายๆ โดยการกินอาหารประเภทข้าว ซึ่งมีโปรตีนที่สำคัญจำนวนมาก คือ เมไธโอนิน ( Methionine)

ในการประชุมนักโภชนาการนานาชาติครั้งที่ 6 ที่ประเทศอังกฤษมีรายงานตามหลักโภชนาการออกมาว่า การรวมตัวของโปรตีนจากพืชต่างชนิดกันจะทำให้ได้โปรตีน ไม่ต่างจากโปรตีนที่ได้จากสัตว์เลยส่วนที่เด็กกินอาหารมังสวิรัติ จะได้โปรตีน และสารอาหารต่างๆ เพียงพอหรือไม่นั้น

คำตอบคือ “ ไม่มีปัญหา” เพราะเด็กที่กินอาหารมังสวิรัติ ใช่ว่าจะกินพืชผักทันทีที่ลืมตาดูโลก เด็กจะดื่มนมแม่ก่อน ( หรือไม่ก็นมผง) พอโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มกินข้าว พืชผัก และถั่วบด และผลไม้ เช่น ส้ม กล้วย แต่เด็กก็ยังดื่มนมต่อไปเรื่อยๆ เด็กหรือผู้ใหญ่ที่กินอาหารมังสวิรัติมักจะดื่มนม หรือนมถั่วตลอดไป ในขณะที่บางคนก็กินไข่ด้วย ความกังวลที่ว่า เด็กขาดธาตุอาหารจึงเป็นอันตัดไปข้อ 2 หลักฐานทางภาคปฏิบัติจากชีวิตจริงที่นักมังสวิรัติ เด็กหรือผู้ใหญ่ที่กินอาหารมังสวิรัติ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด มีความเฉลียวฉลาดเหมือนคนที่กินเนื้อสัตว์ สมองเจริญเติบโตดีเหมือนกันและอาจจะดีกว่าเสียด้วย

มังสวิรัติดีอย่างไร จะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ที่มีคนเก่งๆ ของโลกเป็นนักมังสวิรัติ เช่น เลียวนาโด ดาวินซี, เซอร์ไอแซค นิวตัน, มหาตมะคานธี และนักกีฬาเหรียญโอลิมปิก อีกหลายท่าน ดูกันง่ายๆเช่น ชนชาติ ต่างๆ เช่นที่ อินเดีย มีซิกข์ ฮินดู แยนหรือคริสเตียนคณะเซเว่นเดย์แอ็ดเวนตีส เขากินอาหารมังสวิรัติกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขาไม่มีปัญหา

ถ้ามีปัญหาเขาก็คงสูญพันธ์ไปแล้วผักเป็นอาหารจำเป็นสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักมังสวิรัติหรือไม่ แต่ก็มีบางคนไม่ค่อยกินผักเสียเลย เราก็ขาดแร่ธาตุต่างๆตลอดจนกากใยที่มีอยู่ในผัก ทางที่ถูกคือ เราต้องล้างผักในน้ำที่ไหลริน หลายๆครั้ง เพื่อให้น้ำนั้นชะล้างยาฆ่าแมลงออกไป หรือถ้าทำได้ ก็ปลูกผักสวนครัวไว้เองในบริเวณบ้าน

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบว่าเนื้อสัตว์ต่างๆที่คนนำมาบริโภค มียาฆ่าแมลงมากกว่าพืชผัก บางทีมากกว่าถึง 13 เท่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะสัตว์ต่างๆ ก็กินพืชผัก หรือหญ้าที่มียาฆ่าแมลงเข้าไป ยิ่งอายุของสัตว์ยืนนานเท่าใด ก็ยิ่งสะสมไว้มากเท่านั้นสรุปแล้ว การกินอาหารมังสวิรัติที่ถูกหลักจะปลอดภัย ไม่มีปัญหาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และทำได้ง่ายๆโดยการกินอาหาร 4 ประเภทต่อไปนี้ ธัญพืช (ข้าว) ผัก ผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ

เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วลิสง หรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ ( นมถั่วเหลือง) ฟองเต้าหู้หรือโปรตีนเกษตร ( เนื้อเทียม) หมี่กึน หรือ Gluten ( ส่วนไขมันไม่ต้องห่วงเพราะมีอยู่แล้วในอาหารประเภทนี้)ดร. จี เอส ฮันติงตัน แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ในสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาระบบย่อยและฟันของมนุษย์ และยืนยันว่า มนุษย์เรามีระบบย่อยและฟัน ที่เหมาะสมที่จะย่อยหรือบดเคี้ยวพืชผักมากกว่าเนื้อสัตว์ปัจจุบันเมืองไทยเรายังมีเด็กและผู้ใหญ่เป็นโรคขาดอาหาร การกินอาหารมังสวิรัติจะเป็นวิธีหนึ่งที่แก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร เพราะอาหารพืชผักและถั่ว ราคา ถูกกว่าเนื้อสัตว์

โปรตีนในถั่วเหลืองราคาถูกกว่าโปรตีนในเนื้อวัว ประมาณ 6 เท่า เช่น เนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 60 บาท ถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม ประมาณ 20 บาท แต่ให้โปรตีนเป็น 2 เท่าของเนื้อสัตว์ และมีคุณภาพทางโปรตีนเท่าเทียมกัน ( เมื่อกินข้าวด้วย) ถ้าคนมีรายได้น้อยจะเลิกเห่อหรือหลงค่านิยมของการกินเนื้อสัตว์ ที่ต้องเอาเงินที่หามาได้ด้วยความยากลำบาก ไปซื้อหาเนื้อหรือหมูที่มีราคาแพงมากิน และหันมาพึ่งถั่วเหลืองหรือถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ก็จะได้อาหารที่มีประโยชน์ในราคาประหยัดกว่า และเขาจะได้อาหารที่เพียงพอ ไม่ต้องอดมื้อกินมื้ออย่างเช่นทุกวันนี้ จะเป็นการประหยัด และช่วยไม่ให้เป็นโรคขาดสารอาหารด้วย

เป็นการสนองตอบนโยบายของรัฐบาล ที่ปราถนาให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสุขภาพดีและมีความสุขโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในต่างประเทศได้มีผู้เชี่ยวชาญคำนวณแล้วว่าคนกินเนื้อสัตว์ 1 คน ต้องใช้เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ที่จะผลิตอาหารให้เขากิน แต่ถ้าเขากินแต่พืชผัก จะใช้เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เท่านั้น

ดังนั้น เราจะมีที่ดินเหลือไปผลิตอาหาร ให้เพียงพอกับประชากรทั่วประเทศสรุป การกินอาหารมังสวิรัติ ดีกว่าการกินเนื้อสัตว์เพราะ1. ประหยัดกว่า อาหารพืชผัก ( มังสวิรัติ) ถูกกว่าเนื้อสัตว์ แต่มีคุณค่าทางอาหารเท่าเทียมกัน2.มีสุขภาพแข็งแรงกว่า เนื่องจากเนื้อสัตว์มีไขมันอิ่มตัวมาก ( คอเรสเตอรอล) ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดโรคหัวใจวายง่ายขึ้น คนกินเนื้อสัตว์จะมีโอกาสเป็น โรคมะเร็ง โรคพยาธิ และโรคต่างๆ

คุณกำลังเกลียดงาน ที่ทำอยู่หรือเปล่า

คุณเคยคิดที่อยากจะ ลาออกจากงาน ที่ทำอยู่หรือไม่ ??? เบื่อ เหนื่อย อึดอัด หมดไฟในการทำงาน ยังไงก็ไม่รู้ แต่มันก็ไม่ได้ ลาออก ง่ายๆอย่างที่คุณคิด ยิ่งคุณ หดหู่ กับมันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งส่งผลกระทบต่องาน ดังนั้นคุณต้องเข้าใจเสียก่อนว่าคุณกำลังรู้สึกอย่างไร เราขอแนะนำเคล็ดลับที่จะช่วยทำให้คุณมองสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ตามไปดูกันค่ะ…

1.ลองมองหาข้อดีก่อน
สิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือ คิดว่างานนี้มันมีอะไรที่พอจะโอเคสำหรับคุณบ้าง เช่น คุณได้ค่าจ้างเหมาะสม หรือเวลาการทำงานไม่เยอะเกินไป คุณได้เรียนรู้อะไรจากมันหรือเปล่า หรือมันให้ประโยชน์อะไรที่จะส่งผลดีต่ออนาคตของคุณบ้าง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณมองเห็นแง่ดีๆ ของมัน และเริ่มคิดในแง่ลบน้อยลง

2.มองหาโอกาสใหม่ๆ
ลองคิดดูซิว่า งานในปัจจุบันของคุณสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้คุณได้บ้างหรือเปล่า เช่น มันอาจจะช่วยให้คุณได้ไปต่างประเทศ ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือสร้างเครือข่ายที่ช่วยให้คุณก้าวหน้าจากตำแหน่งเดิม สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้กับคุณได้ และนำคุณไปสู่โอกาสใหม่ๆ ได้ในอนาคต

3.หาความหมายในสิ่งที่คุณทำ
ถ้าคุณลองนั่งทบทวนดูล่ะก็ คุณอาจจะพบว่างานของคุณมีความหมายมากกว่าที่คุณคิด มันอาจจะสร้างผลดีต่อคนอื่นๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว คุณต้องคิดในมุมที่อยากจะทำเพื่อผู้อื่น แล้วมันจะช่วยให้คุณมองโลกในแง่บวกมากขึ้น และรักงานของคุณมากขึ้นด้วย

4.ลองใส่ใจ
ใส่ใจกับความคิดของคุณและทบทวนมันอยู่เสมอ ถ้าคุณคิดลบกับงานตัวเอง หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน เชื่อเถอะว่าคุณไม่มีทางอยู่ตรงนั้นได้นานหรอก ถึงคุณไม่ลาออกเอง ก็อาจจะโดนเชิญออกเพราะความคิดในแง่ลบของคุณ ถ้าคุณรู้สึกแย่กับงาน ให้ลองทบทวนความคิดเหล่านี้ให้ดี และพยายามใจเย็นๆ ถ้าคุณมีเวลาคิดที่มากพอ คุณอาจจะค้นพบก็ได้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร แล้วความคิดของคุณก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

5.สานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน
ลองสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเอาไว้ พยายามทำความรู้จักพวกเขาให้มากขึ้น แล้วคุณอาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากพวกเขาที่ทำให้คุณเปลี่ยนความคิดไปเลยก็เป็นได้

กฏ 4 ข้อ ในการขอขึ้นเงินเดือน

ใครๆ ก็ย่อมคาดหวังเงินตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับความสำเร็จที่ตนทุ่มเททำไป ถ้าคุณอยู่ในโลกแห่งอุดมคติ เจ้านายคงมองเห็นความเก่งกาจของคุณและขึ้นเงินเดือนให้ในทันที แต่ในโลกความเป็นจริงนั้น
คุณนี่แหละที่จะต้องยืนหยัดและกล้าเป็นคนขอด้วยตัวเอง แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แถมยังอาจสร้างความเครียดได้ไม่น้อยเลย ดังนั้น เราจึงขอเสนอ กฏในการขอขึ้นเงินเดือน 4 ข้อ เพื่อให้คุณสมหวังดังปรารถนา ไปชมกัน!

1. เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ
อย่าขอขึ้นเงินเดือนโดยอ้างว่า เป็นเพราะเพื่อนร่วมงานคนอื่นได้เงินเดือนเยอะกว่าคุณเป็นอันขาด เพราะการพูดเรื่องของคนอื่นไม่ใช่ลักษณะของมืออาชีพเลย จงเก็บความคิดเห็นของคุณไว้กับตัวเองต่อให้คุณมั่นใจว่าคุณสมควรได้รับเงินเดือนสูงกว่า เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับคนอื่นที่คุณมีจะถูกต้องหรือเปล่า สิ่งที่คุณควรยกมาอ้างคือ ความสำเร็จในงานที่ตัวเองทำ และเหตุผลที่ว่าทำไมคุณถึงควรได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่าใครๆ

2. อย่าเอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
อย่ากดดันเจ้านายของคุณด้วยอารมณ์ เช่นว่า คุณมีลูกที่ต้องเลี้ยงดู หรือค่ารักษาพยาบาลที่ต้องรับผิดชอบ มันไม่ใช่เหตุผลที่จะรองรับได้ว่าคุณควรได้รับเงินเดือนมากขึ้น ทุกคนล้วนมีปัญหาส่วนตัวที่ต้องจัดการ ดังนั้น จงใช้คำพูดที่มีเหตุผลและน่าเชื่อถือ แต่อย่าขอความสงสารเห็นใจจากเจ้าน้ายด้วยปัญหาส่วนตัว

3. วางแผนล่วงหน้า เตรียมตัวให้พร้อม
ถ้าคุณต้องการขอขึ้นเงินเดือน ก็ให้นัดหมายกับเจ้านายอย่างเป็นกิจลักษณะ อย่าบอกหรือขอผ่านอีเมลเด็ดขาด เพราะคุณต้องให้ความจริงใจแก่เขาก่อน คุณถึงจะได้รับความจริงใจนั้นกลับมา การพูดคุยกันตัวต่อตัวและได้เห็นปฏิกิริยากันจะทำให้คุณเข้าใจความคิดเห็นของเจ้านายมากกว่า บางทีเจ้านายอาจจะเห็นด้วยกับคุณ แต่อาจปฏิเสธเพราะปัญหาติดขัดด้านการเงิน หรือเจ้านายอาจจะคิดว่าคุณควรทุ่มเทมากกว่านี้อีกนิดก็ได้ ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตาม การพูดคุยกันจะทำให้คุณเข้าใจเหตุผลของเจ้านายได้ดีที่สุด และรู้ว่าคุณควรทำอย่างไรต่อไปถึงจะขอเพิ่มเงินเดือนได้สำเร็จ

4. ทำงานให้มากขึ้น
อย่าเริ่มบทสนทนาด้วยการอ้างว่าคุณได้รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองหมดแล้ว เพราะมันก็อยู่ในความรับผิดชอบของคุณอยู่เดิมแล้ว จำไว้ว่าการขึ้นเงินเดือนคือการจ่ายเพิ่มจากจำนวนที่ตกลงกันไว้ ดังนั้นเจ้านายย่อมต้องคาดหวังว่าคุณจะทำงานให้มากกว่าที่เคยตกลงกันไว้ ถ้าคุณคิดว่าตนสมควรได้ขึ้นเงินเดือน คุณก็ต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบภาระงานที่เพิ่มตามมาด้วย

3 ขั้นตอน ช่วยพัฒนาตัวคุณไปข้างหน้า

ขึ้นชื่อว่า ความสำเร็จ ก็มักจะมี ความล้มเหลว หรือบกพร่องปะปนในการ ทำงาน ด้วย ส่วนมากคนเราจะให้ความสำคัญกับความล้มเหลวมากกว่า แต่อย่าลืมว่า ความสำเร็จ ก็สำคัญไม่แพ้กัน วันนี้เรามีเทคนิคดีดี ที่จะช่วยให้คุณคิดในเชิงบวก เลิกคิดสิ่งที่ทำให้บั่นทอนจิตใจตนเอง และหันกลับมาผลักดันตัวเองก้าวไปข้างหน้าแทน 3 ขั้นตอน ช่วยพัฒนาตัวคุณไปข้างหน้า ตามไปดูกันค่ะ

1.)สังเกตพัฒนาการของตัวเอง
คุณสังเกตไหมว่าตัวเองทำอะไรเพิ่มเข้ามาบ้างจากกิจวัตรประจำวันเดิม ๆ เมื่อเดือนก่อน หกเดือนก่อน หรืออาจจะหนึ่งปีก่อน? การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ดีเพียงครั้งหรือสองครั้งไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่การพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวันต่างหากที่เป็นเรื่องยาก เพราะคนเรามักจะเผลอกลับไปใช้ชีวิตและทำพฤติกรรมเดิม ๆ เสมอ ดังนั้น จงตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ และตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่าเรามีพัฒนาการเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างหลังจากเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตนเอง ดีขึ้นไหมหรืออยู่กับที่ เพื่อสร้างพลังใจและความภูมิใจให้คุณก้าวต่อไปในทุก ๆ วัน

2.)นึกถึงผลลัพธ์ดี ๆ เอาไว้
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ร่มชูชีพถูกผลิตขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล และในมุมมองของคนงานผลิตร่มเหล่านั้น นี่ถือเป็นงานที่แสนน่าเบื่อมาก พวกเขาต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหน้าเครื่องจักรนับสิบชั่วโมงต่อวัน เย็บผ้าที่ไร้สีสันจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนเพื่อให้ได้ผ้าผืนใหญ่สำหรับร่มชูชีพ แต่เหล่าคนงานทั้งหลายจะถูกเตือนให้ระลึกอยู่เสมอว่า ทุกฝีเย็บจากแรงงานของพวกเขาล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชีวิตผู้คน ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจเป็นสามี พี่ชาย หรือลูกชายของพวกเขาก็เป็นได้ ดังนั้นถึงแม้ว่างานจะหนักและจะใช้เวลาเนิ่นนานขนาดไหน พวกเขาก็รู้ดีว่างานที่ตนทำนั้นล้วนเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างมากมายมหาศาล เช่นเดียวกันกับงานของคุณ ทุกการกระทำที่คุณทำย่อมส่งให้เกิดผลประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นว่า มันอาจช่วยยกระดับชีวิตของคุณและผู้คนมากมายได้ในอนาคต นี่จึงถือเป็นคติประจำใจที่ทำให้เรามองข้ามความน่าเบื่อของงานไปได้

3.)จัดวางกิจวัตรประจำวันอย่างมีพัฒนาการ
พยายามจัดการกิจวัตรประจำวันที่จะส่งเสริมคุณไปในทางที่ดีขึ้น และลดละสิ่งที่จะบั่นทอนตัวเองลง เพื่อให้คุณทำอะไรต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่จะเอาแค่นึกถึงกิจวัตรเดิม ๆ ที่ต้องทำ ลองท้าทายตัวเองโดยเพิ่มกิจวัตรใหม่ ๆ สร้างวินัยใหม่ ๆ ที่ส่งผลดีต่อตัวเราเข้ามาแทน ไม่ว่าจะด้านสุขภาพ การงาน หรือชีวิตประจำวันก็ตามที เพราะยิ่งคุณสามารถควบคุมและบังคับตัวเองได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งได้รับสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตมากเท่านั้น